ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงชอบอ่านหนังสือ

หลังๆผมชอบอ่านหนังสืออยู่พอสมควร จนมี่พี่คนนึงถามผมว่า ผมในแต่ก่อนไม่ชอบอ่านหนังสือ ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงชอบอ่านละ

ผมตอบไม่ได้แฮะ นั่งนึกย้อนไปว่าอะไรเป็นตัวจุดประกายให้เราอ่าน อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ เพราะจิงๆก็ไม่เคยจำได้ว่าเราขยันอ่านหนังสือเรียนสักเท่าไร พอลองไล่ๆไปก็พบว่าจริงๆแล้ว คำตอบมาตั้งแต่สมัยยังเด็กอยู่ เพียงแต่ในแต่ละช่วงอายุก็จะมีเหตุให้หยุดอ่านไป และก็มีเหตุการณ์มากระตุ้นให้กลับมาอ่านใหม่เสมอ เลยขอย้อน Timeline ชีวิตการอ่านซะหน่อย

ยุคสารานุกรม – อนุบาล

ตอนนั้นยังเด็กอยู่ ไม่มีสิทธ์เลือก ก็เป็นพ่อแม่นี่ละครับ ที่เลือกหนังสือพวกนี้มาให้ สมัยนั้นมันยังไม่มีมือถือหรือไอแพด ก็มีหนังสือพวกนี้ละครับที่เป็นเพื่อน เวลาที่ไม่ได้ไปเล่นนอกบ้านกับเพื่อน พวกเรื่องเกี่ยวกับไดโนเสาร์ อวกาศ หรือสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย อ่านจบไปหลายรอบ

ยุคการ์ตูน – ประถม

ด้วยความที่คุณพ่อชอบอ่านหนังสือการ์ตูน เลยทำให้ผมได้อ่านไปด้วย ในยุคนี้ที่อ่านเยอะก็จะมีพวกการ์ตูนฝรั่ง พวก Marvel หรือพวก Disney ถ้าฝั่งการ์ตูนญี่ปุ่นก็จะมีพวก Doraemon กับ ไยบะ ตอนหลังที่โคนันออกมาก็ตามอ่านตลอด เพราะเป็นคนเขียนเดียวกับไยบะ (ตอนหลังเลิกตามแล้วครับ เพราะชายชุดดำไม่มาซะที)

ยุคนิยายสืบสวน – มัธยมต้น

พอยุคนั้นพวกโคนัน หรือนิยายนับสืบมาดัง ผมก็ลองไปอ่านอะไรที่มันยากขึ้นมาอีกหน่อย คือไปจับพวกนวนิยายนักสืบ คุณพ่อแนะนำงานของ อกาธา คริสตี ซึ่งได้ฉายาว่าเป็น “ราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรม” ถือว่าเป็นนิยายที่มีแต่ตัวหนังสือ แบบไม่มีภาพแรกๆ เลยที่ทนอ่านได้จนจบ ตอนที่สนุกๆก็มีอย่าง The big four กับ And then there were none.

ยุคนิยายแฟนตาซี – มัธยมปลาย

ช่วงนี้จำไม่ค่อยได้ แต่มีอยู่เล่มหนึ่งที่ถือเป็น Milestone เหมือนกันคือ Lord of the rings : the Return of the King เรื่องของเรื่องคือตอนนั้นเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ และโฮสแฟมิลี่พาไป Holiday แล้วไอ้ Holiday ของฝรั่งเนี่ย คือการไปทะเล ที่หนาวลงไม่ได้ และไปนั่งตากแดดอยู่ริมหาด โดยไม่ทำอะไรเลย ตอนนั้นผมเบื่อมากเลยเดินเข้าร้านหนังสือ ด้วยความที่ชอบหนังแนวแฟนตาซีโดยเฉพาะ Lord of the rings ซีรี่อยู่แล้ว เลยซื้อภาค 3 นี้มาอ่าน ก่อนที่ภาพยนต์จะเข้าฉาย ซึ่งเป็นนิยายที่ยาว และยากด้วยความที่มันเป็นภาษาอังกฤษและใช้ศัพท์และรูปประโยคแบบโบราณๆ หน่อย บางช่วงก็น่าเบื่อมาก แต่ก็ภูมิใจที่อ่านเล่มหนาๆ แบบนี้จนจบ (ยุคนี้ผมไม่ได้อ่านแฮรี่ แบบที่คนอื่นเขาอ่านกันเลย เพราะอ่านไปได้ 19 หน้าแล้วมันดูน่าเบื่อก็เลยเลิกอ่าน)

ยุคการต่างประเทศ – มหาวิทยาลัย

ช่วงนั้นคืออยู่ปีสาม กลับมาสนใจเรื่องพวก International relations จากคอลั่มหน้าสองไทยรัฐ ของ ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ มาก ไม่ยาวไป อ่านแล้วเหมือนได้เปิดโลกทรรศ ได้รู้จักประเทศต่างๆมากขึ้นโดยไม่ต้องไปเอง เลยไปซื้อแบบรวมเล่มมาเป็นสิบเล่มเลย (ด้วยความอนุเคราะห์จากเงินคุณป้า) จะขึ้นรถเมล์ หรือรถตู้ ก็พกไปอ่านด้วยตลอด และก็เพราะเหตุนี้เลย

ยุคการลงทุน – เริ่มทำงานที่แรก

เป็นช่วงที่เริ่มจะหาเงินได้ด้วยตัวเอง และต้องคิดว่าจะจัดสรรเงินที่ได้มาอย่างไร เป็นช่วงที่ตัดสินใจจะเอาเงินไปลงทุน เลยตั้งใจกับการศึกษาเรื่องของ เงินออม ทอง และหุ้นมาก หนังสือหลักๆที่อ่านก็จะเป็นทุกอย่างเกี่ยวกับ Warren Buffet และนักลุงทุนอื่นๆ หนังสือทุกเล่มของคุณ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ช่วงนั้นทุกๆเดือนจะต้องอ่านให้ได้ 1 เล่มเป็นอย่างต่ำ ซึ่งผลลัพท์จากการศึกษา ไม่เข้าไปในตลาดหุ้นโดยไม่มีความรู้ ในภายหลังจากนั้น หกปี ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี (แต่ก็โชคดีด้วยที่เป็นขาขึ้นของหุ้น)

ยุคทำธุรกิจ – หลังจบปริญญาโท

ในช่วงนี้ หนังสือหลายๆเล่มได้มาจากการไป JFDI เช่น Lean Startup, Zero to One และ Rocket Surgery Made Easy ซึ่งเป็นหนังสือที่มีประโยชน์สำหรับ Startup ของผมมาก ซึ่งปัจจุบันหนังสือที่ผมชอบก็จะเป็น The 4-Hour Workweek โดย ทิโมธี เฟอร์ริส ที่เรียกว่าเปลี่ยนมุมมองการทำงานของผมไปมาก เลยกะว่าจะไล่อ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ของเขาอีกให้หมด ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นช่วงที่มีภาระ ความรับผิดชอบมากขึ้น ทำให้เวลาในการอ่านน้อยลง เลยเสริมไปด้วยการฟัง Podcast เอาระหว่างรถติดอีกที (คือบางครั้งจะรู้สึกแย่ ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้อ่านหรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆเลย ซึ่ง Podcast ตอบโจทย์ตรงนี้มาก)

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *