เรียนภาษาที่สาม

ในชีวิตนี้ผมได้ผ่านการ(พยายามจะ)เรียน ภาษามาหลายต่อหลายครั้ง ถ้าไม่นับภาษาอังกฤษซึ่งโชคดีได้มีโอกาสไปเรียนโรงเรียนนานาชาตินั้น ก็จะมี

  • ภาษาเวียดนาม ที่เรียนเอาแบบพอใช้ชีวิตประจำวัน ซื้อของต่อราคาได้
  • ภาษาเยอรมัน ที่ได้จากการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนกับ AFS
  • ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งไปเรียนอยู่สองคอร์ส เป็นเวลาหนึ่งปี ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ภาษาดัตช์ ที่ได้เรียนระหว่างการเรียน MBA ที่เนเธอร์แลนด์อยู่หนึ่งปี

ปรากฏว่าภาษาเยอรมันนี้จวบจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นภาษาที่ผมสามารถใช้ได้ดีที่สุด เลยอยากจะเล่าประสบการณ์ที่เรียนแล้วได้ผลที่สุดสักหน่อย โดยเป็นมุมมองที่ผมคิดว่าได้ผลเทียบกับประสบการณ์ที่เรียนภาษาอื่นๆ

เรื่องมันเริ่มจากการสอบติด AFS ไปประเทศเยอรมัน พอรู้ตัวว่าได้ปุ๊ป ก็เหลือเวลาเพียงไม่กี่เดือนในการเตรียมตัว เลยไปลงเรียนคอร์สภาษาเบื้องต้นช่วงปิดเทอมที่สถาบันเกอเธ่ เรียนหลักสูตรเร่งรัดเลย สี่สัปดาห์ จันทร์ถึงศุกร์ ทุกครึ่งวันเช้า ก็คิดว่าพอรู้เรื่องเบื้องต้นระดับหนึ่งละ

พอไปถึงเยอรมันปุ๊ป เรียนมาเหมือนไม่ได้เรียนเลย ดีแค่ว่าไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่สรุปได้ว่า ฟัง พูด นี่แทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำเอาความมั่นใจด้านภาษาหดหายหมด

โชคดีที่ได้ host family ที่ดีมากๆ ตลอดเวลาเขาพยายามช่วยเหลือผมตลอด และเป็นปัจจัยหลักๆเลยที่ทำให้ภาษาดีขึ้นมากตอนที่อยู่ที่นั่น สิ่งที่ผมคิดว่าโฮสทำแล้วดีต่อการเรียนรู้ภาษาที่สามผมมากคือ

  • ไม่พูดกับผมเป็นภาษาอังกฤษ บางคนอาจคิดว่าโชคดีที่ได้โฮสพูดอังกฤษได้ แต่นั่นอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะจะทำให้เราพึ่งแต่ภาษาอังกฤษในการอธิบาย และทำให้เรียนภาษาที่สามได้ช้า
  • เวลาผมไม่เข้าใจอะไร แทนที่จะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ครอบครัวผมจะพยายามพูดกับผมช้าๆลง และเปลี่ยนเป็นคำศัพท์หรือประโยคที่ง่ายขึ้น ถ้าไม่เข้าใจเฉพาะคำๆนั้นก็จะอธิบายเป็นภาษาเยอรมันจนกว่าจะเข้าใจ
  • ผมขอให้เขาแก้คำพูดผมให้เวลาที่ผมพูดผิด เพื่อที่ผมจะได้รู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ครอบครัวเขาก็จะช่วยเป็นระยะๆ แต่ไม่มากจนเกินไปให้ผมรู้สึกท้อหรือไม่อยากพูด

นอกเหนือจากปัจจัยเรื่อง host family แล้ว สิ่งแวดล้อมอื่นๆที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการเรียนภาษานี้คือ

  • การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนทำให้เราต้องเข้าไปเรียนโรงเรียนทั่วไปที่สอนเป็นภาษาเยอรมัน ผลก็คือไม่รู้เรื่องในช่วงแรกๆ แต่การที่ได้เจอภาษานี้ทุกวันก็ทำให้เราปรับตัวได้เร็ว
  • ตามถนนหนทางหรือห้าง แทบไม่มีภาษาอังกฤษเลย จะขึ้นรถไฟเองก็ต้องอ่านภาษาเยอรมันหมด อ่านฉลากซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกตนี่ก็เหนื่อยเลยทีเดียว
  • คนที่นี่ไม่นิยมดูหนัง soundtrack แบบบ้านเรา จะเป็นเสียงพากย์เยอรมันหมด แม้แต่ซีรี่ย์อเมริกันในทีวี จำได้ว่าตอนนั้น pirates of the caribbean เพิ่งออกภาคแรก ผมถึงกับต้องไปดูในโรงหนังสองรอบ เพื่อที่จะเข้าใจ อันนี้เป็นข้อดีอย่างของการพยายามทำหรือดูสิ่งที่ตัวเองชอบ คือเป็นการเรียนภาษาที่ไม่น่าเบื่อ แล้วตัวเองจะพยายามกว่าปรกติ
  • เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์เป็นภาษาเยอรมัน
  • ไปปาร์ตี้บ่อยๆ พวกเพื่อนๆคนเยอรมันนี่บางทีดูนิ่งๆ เหมือนไม่อยากคุยกับเรา แต่พอแอลกอฮอลเข้าปากนี่ friendly ทันที เหมือนว่าปรกติก็สงสัย อยากคุยกับเราอยู่แล้ว แต่ไม่กล้า

สรุปว่า สักเดือนนึงก็พอฟังและเดาออกส่วนใหญ่ละ สามเดือนค่อยพอพูดโต้ตอบได้ พอใช้ชีวิตได้ ทีเหลือของปีก็เป็นการฝึกพัฒนาไปเรื่อยๆ จริงๆยังมีเทคนิคที่น่าสนใจที่เพื่อนๆผมใช้อีกหลายแบบ เช่นติดสติ๊กเกอร์ตามเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน อ่านหนังสือสำหรับเด็ก ฯลฯ ต้องจำไว้ว่าอันนี้เป็นการเรียนสมัยปี 2003 สมัยนี้การมี google translate อาจจะทำให้ทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมก็ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดคือตัวเองจะต้องอยากที่จะเรียน ถ้าไม่อยากอาจต้องเริ่มจากการบอกตัวเอง สะกดจิตให้อยากก่อน แล้วที่เหลือมันจะตามมาเอง

PS. This post is inspired by talking with Nana

Related posts:

4 Replies to “เรียนภาษาที่สาม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *